ในยุคที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อของธนาคารที่เข้มงวดมากขึ้นในปี 2569 ทำให้การเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดด้วย “รายได้เพียงคนเดียว” กลายเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพนักงานประจำที่ฐานเงินเดือนยังไม่สูงนัก หรือกลุ่มอาชีพอิสระที่รายได้มีความไม่แน่นอน
“การกู้ร่วม” จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มโอกาสในการอนุมัติ แต่ก่อนที่คุณจะเริ่มเซ็นสัญญาร่วมกับใครสักคน ก็จะมีในส่วนของรายละเอียดสำคัญหลายอย่างที่คุณจำเป็นต้องทำความเข้าใจ เพราะการกู้ร่วมไม่ได้หมายถึงการได้รับวงเงินที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาพร้อมกับพันธะผูกพันทางกฎหมายและความรับผิดชอบในระยะยาวที่ต้องวางแผนให้รอบคอบ
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกประเด็นของการกู้ร่วม ตั้งแต่พื้นฐานว่ากู้ร่วมคืออะไร ใครบ้างที่กู้ร่วมกันได้ ไปจนถึงข้อควรระวังที่หลายคนมักมองข้าม เพื่อให้คุณตัดสินใจก้าวสู่การเป็นเจ้าของบ้านได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด
การกู้ร่วม คืออะไร?
การกู้ร่วม คือการที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (แต่ส่วนใหญ่ไม่เกิน 3 คน ประกอบไปด้วย ผู้กู้หลัก 1 คน และ กู้ร่วมสูงสุด 2 คน) ทำสัญญายื่นกู้สินเชื่อก้อนเดียวกันเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย โดยทุกคนที่เซ็นชื่อจะมีสถานะเป็น “ลูกหนี้ร่วมกัน” มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบภาระหนี้ทั้งหมดร่วมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
ใครมีสิทธิ์กู้ร่วมกับเราได้บ้าง
หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องเป็น “สามี-ภรรยา” เท่านั้นถึงจะกู้ร่วมกันได้ แต่จริงๆ แล้วในปัจจุบัน ธนาคารเปิดกว้างมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบครอบครัวที่หลากหลายในปัจจุบัน โดยหลักๆ แล้วคนที่มีสิทธิ์กู้ร่วมกับเราจะมีดังนี้
1.บุคคลในครอบครัวที่มีสายเลือดเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ พี่ หรือน้อง (รวมถึงพี่น้องที่คนละนามสกุลแต่มีสูติบัตรยืนยันว่ามาจากพ่อหรือแม่คนเดียวกัน) กลุ่มนี้ธนาคารจะอนุมัติง่ายที่สุดเพราะความสัมพันธ์ชัดเจน
2.คู่รักและคู่สมรส (รวมถึงคู่รัก LGBTQ+)
ปัจจุบันในปี 2569 นี้ธนาคารได้เปิดกว้างมากขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นคู่รักรูปแบบไหน ก็สามารถวางแผนสร้างอนาคตร่วมกันได้ง่ายขึ้น
- คู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียน
แม้จะไม่มีใบสำคัญการสมรสก็กู้ร่วมได้ เพียงแค่ต้องมีหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์ที่ชัดเจน เช่น ใบเกิดบุตร, ทะเบียนบ้านที่อยู่ด้วยกัน, รูปถ่ายวันแต่งงาน หรือแม้แต่บัญชีเงินฝากที่เปิดร่วมกัน เพื่อยืนยันกับธนาคารว่าเราตั้งใจจะสร้างครอบครัวร่วมกันจริงๆ
- คู่รัก LGBTQ+
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2569 เลย เพราะแทบทุกธนาคารยอมรับความเท่าเทียมตรงนี้แล้ว คู่รักเพศเดียวกันสามารถกู้ร่วมเพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดได้เหมือนคู่ชายหญิงทั่วไป โดยใช้หลักฐานการอยู่ร่วมกันหรือเอกสารยืนยันความเป็นคู่ชีวิตตามที่ธนาคารกำหนด
- สิทธิ์ในการถือครอง
ไม่ว่าจะเป็นคู่รูปแบบไหน ในวันที่โอนกรรมสิทธิ์ ณ กรมที่ดิน คุณสามารถระบุชื่อเป็นเจ้าของร่วมกันในโฉนดได้ทันที เพื่อความสบายใจและความเป็นธรรมของทั้งสองฝ่าย
ข้อดีของการกู้ร่วม
การกู้ร่วมไม่ใช่แค่การหาคนมาช่วยเซ็นชื่อในสัญญาเท่านั้น แต่มันคือกลยุทธ์ทางการเงินที่จะช่วยให้แผนการเป็นเจ้าของบ้านของคุณราบรื่นขึ้น ซึ่งมีข้อดีที่น่าสนใจดังนี้
1.ช่วยเพิ่มฐานรายได้ อัปวงเงินกู้ให้สูงขึ้น
นี่คือเหตุผลอันดับต้นๆเลย เพราะธนาคารจะเอาเงินเดือนหรือรายได้สุทธิของทุกคนมารวมเป็นก้อนเดียวกัน พอฐานรายได้เราสูงขึ้น วงเงินที่แบงก์จะอนุมัติก็สูงขึ้นตามไปด้วย จากเดิมที่กู้คนเดียวอาจจะได้แค่คอนโดห้องเล็กๆ พอมีคนมากู้ร่วม คุณอาจจะขยับไปซื้อบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮมในทำเลที่ต้องการได้เลย
2.เพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อ
ท่ามกลางเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวด การมีผู้กู้ร่วมที่มีหน้าที่การงานมั่นคงหรือมีประวัติการเงินที่ดี จะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือในสายตาธนาคารได้เป็นอย่างดี เป็นการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อของคุณผ่านการอนุมัติได้ง่ายกว่าเดิม
3.ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้อย่างคุ้มค่า
ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งในกรณีของการกู้ร่วม ผู้กู้สามารถแบ่งสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีร่วมกันได้ ช่วยให้การบริหารจัดการภาษีต่อปีของแต่ละคนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้อย่างคุ้มค่า
ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งในกรณีของการกู้ร่วม ผู้กู้สามารถแบ่งสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีร่วมกันได้ ช่วยให้การบริหารจัดการภาษีต่อปีของแต่ละคนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
5.การถือครองกรรมสิทธิ์ร่วมกันอย่างชัดเจน
การกู้ร่วมมักจะดำเนินการควบคู่ไปกับการใส่ชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดร่วมกัน ซึ่งเป็นข้อดีในแง่ของกฎหมายและความมั่นคง เพราะทุกคนที่รับผิดชอบภาระหนี้จะมีสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นอย่างถูกต้อง
6.แบ่งเบาภาระการผ่อนชำระและสร้างเครดิตในระยะยาว
การมีผู้ช่วยแบกรับภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนจะช่วยให้กระแสเงินสดในแต่ละวันไม่ตึงมือจนเกินไป นอกจากนี้ หากมีการชำระที่ตรงเวลาสม่ำเสมอ จะเป็นการสร้างประวัติเครดิตทางการเงินที่ดีให้กับผู้กู้ทุกคน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำธุรกรรมทางการเงินอื่นๆ ในอนาคต
เมื่อเห็นข้อดีที่ช่วยให้การกู้ซื้อบ้านเป็นจริงได้ง่ายขึ้นแล้ว แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างมีสองด้านเสมอ การกู้ร่วมคือพันธะผูกพันระยะยาวที่อาจกินเวลานานถึง 20-30 ปี ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจเซ็นสัญญา คุณจำเป็นต้องมองเห็น “ข้อเสีย” ที่อาจส่งผลกระทบต่อแผนการเงินและชีวิตส่วนตัวในอนาคตด้วย เพื่อให้การเตรียมตัวครั้งนี้รอบคอบที่สุด มาดูข้อควรระวังและข้อเสียที่ต้องเจอเมื่อตัดสินใจกู้ร่วมกัน
ข้อควรระวังและข้อเสียที่ต้องรู้ก่อนกู้ร่วม
1.หนี้เสียคนเดียว ติดบูโรทุกคน
ในฐานะ “ลูกหนี้ร่วม” หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขาดส่งหรือมีปัญหาทางการเงินจนค้างชำระ ประวัติในเครดิตบูโรจะเสียพร้อมกันทั้งหมด ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ทันทีหากคุณต้องการไปขอสินเชื่ออื่นๆ ในอนาคต
2.วงเงินกู้ส่วนตัวในอนาคตลดลง
ธนาคารจะมองว่าคุณมีภาระหนี้ก้อนใหญ่ติดตัวอยู่เต็มจำนวน ทำให้เวลาคุณจะไปกู้ซื้อรถหรือทำธุรกิจส่วนตัว วงเงินที่คุณจะกู้ได้จะลดลง เพราะฐานรายได้ถูกหักลบกับค่าผ่อนบ้านก้อนนี้ไปแล้วนั่นเอง
3.ความยุ่งยากเมื่อต้อง “ถอนชื่อ” ออกภายหลัง
การถอนชื่อจากการกู้ร่วมไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด ธนาคารจะยอมให้ถอนชื่อก็ต่อเมื่อผู้กู้ที่เหลืออยู่มีรายได้เพียงพอที่จะแบกหนี้คนเดียวไหว หรืออาจต้องทำเรื่องรีไฟแนนซ์ใหม่ ซึ่งมีทั้งขั้นตอนที่ซับซ้อนและค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเพิ่ม
กู้ร่วม ต่างจาก กู้เดี่ยว อย่างไร?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนก่อนการตัดสินใจ ลองมาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการกู้คนเดียวและการหาคนมากู้ร่วมกันว่ามีจุดไหนที่แตกต่างกันบ้าง โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญดังนี้
| หัวข้อ | การกู้เดี่ยว | การกู้ร่วม |
| ฐานรายได้ | ใช้รายได้ของผู้กู้เพียงคนเดียวในการพิจารณา | นำรายได้ของผู้กู้ทุกคนมารวมกัน ทำให้ฐานรายได้สูงขึ้น |
| วงเงินอนุมัติ | ได้วงเงินตามความสามารถในการผ่อนของคนเดียว | ได้วงเงินกู้สูงขึ้นตามฐานรายได้ที่เพิ่มขึ้น |
| โอกาสการกู้ผ่าน | ปานกลาง-ต่ำ ขึ้นอยู่กับฐานรายได้ และ ภาระหนี้เดิม | สูง เพราะธนาคารมองเห็นความมั่นคงจากรายได้หลายทาง |
| ความรับผิดชอบหนี้ | รับผิดชอบภาระหนี้และดอกเบี้ยเพียงลำพัง | ทุกคนต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งก้อนร่วมกัน 100% |
| ความเสี่ยง | ต่ำ จัดการเครดิตด้วยตัวเองคนเดียว | สูง หากผู้กู้ร่วมคนใดคนหนึ่งขาดส่ง จะเสียประวัติบูโรพร้อมกันทั้งหมด |
| สิทธิ์ลดหย่อนภาษี | ลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท ต่อปี | แบ่งลดหย่อนภาษีได้ตามสัดส่วน (รวมกันไม่เกินแสน) |
| กรรมสิทธิ์ในโฉนด | เป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่เพียงผู้เดียว | เป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกัน |
กู้ร่วมไม่ผ่าน หรือติดเงื่อนไขธนาคาร มีทางออกอื่นอีกไหม?
ในหลายกรณีที่การกู้ร่วมกลายเป็นทางตัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะประวัติบูโรไม่สวย ภาระหนี้เดิมเยอะเกินไป หรือธนาคารอนุมัติวงเงินให้ไม่ถึงยอดที่ต้องการ การฝืนยื่นกู้ซ้ำๆ กับธนาคารอื่นอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เพราะทุกครั้งที่มีการเช็กเครดิต คะแนนของคุณจะยิ่งลดลง เนื่องจากเขาเห็นว่าคุณมีความเร่งด่วนในการใช้เงินมากเกินไป
การมองหา “แผนสำรอง” เพื่อสร้างสภาพคล่องมาจัดการปัญหาตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการปิดหนี้เก่าเพื่อเคลียร์ชื่อในบูโร หรือการหาเงินก้อนมาสมทบส่วนต่างที่ธนาคารไม่อนุมัติ จึงเป็นกลยุทธ์ที่คนเตรียมตัวซื้อบ้านควรรู้
จำนอง-ขายฝาก อีกหนึ่งทางเลือกเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและแก้ปัญหาการเงิน
สำหรับคนที่มีทรัพย์สินอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินเปล่า บ้าน หรือคอนโด (รวมถึงทรัพย์สินมรดกหรือของครอบครัว) การนำทรัพย์เหล่านั้นมาเปลี่ยนเป็นเงินก้อนผ่านการ จำนอง หรือ ขายฝาก คืออีกหนึ่งทางเลือกที่ได้เงินก้อน และรวดเร็วที่สุดในการแก้ปัญหา
สนใจปรึกษาปัญหาการเงิน หรือต้องการประเมินวงเงินเบื้องต้น เรายินดีให้คำปรึกษาและเคียงข้างคุณทุกขั้นตอน สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่
โทร : 061-895-4469
Line OA : (@kaifakcoachtae) หรือ คลิกที่นี่


